วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ท่องเที่ยวประเทศตุรกี

ตุรกี  หรือ ชื่อทางการว่า สาธารณรัฐตุรกี (Republic of Turkey) เป็นประเทศที่มีดินแดนทั้งในทวีปยุโรปตอนใต้และตอนตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปเอเซีย ซึ่งก่อนหน้าปี พ.ศ 2465  มีชื่อว่าจักวรรดิออตโตมัน  คาบสมุทรอนาโตเลีย  ระหว่างทะเลดำและ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียบเป็นแกนกลางของประเทศตุรกี  มีพรมแดนทางด้านตะวันออกติดกับประเทศจอร์เจีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจานและอิหร่านมีพรมแดนทางทิศใต้ติดต่อกับอิรักและซีเรียส่วนทางทิศตะวันตกกับกรีซ  บัลแกเรีย  และทะเลอีเจียน           

ภูมิอากาศ
 อากาศร้อนในภูมิภาคทะลดำ อากาศแบบภาคพื้นทวีปในพื้นที่ตอนกลางของ
ประเทศ และแบบเมดิเตอร์เนียนตามชายฝั่งทะเลภาคใต้
 
เวลา  
เวลาของตุรกีเทียบเท่า  GMT GMT+3 ช่วงเดือนเมษายน - กันยายน 
(ช้ากว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง)GMT+2 ช่วงเดือนตุลาคม -มีนาคม 
(ช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง)

ภาษา        
ภาษาเตอร์กิช (ภาษาราชการ) ภาษาเคิร์ต ภาษาอาราบิค


ศาสนา     

ร้อยละ 99 % นับถือ ศาสนาอิสลาม ที่เหลือเป็นศริสต์นิกาย
 กรีกออร์ทอดอกซ์  คริสต์นิกาบจอร์เจียนออร์ทอดอกซ์ 
และคริสต์นิกายโรมันคาทิก คริสต์นิกายโปรเตสแตนต์ ,ยิว

เมืองหลวง        อังการา           

 เมืองใหญ่สุด        อิสตันบูล


เมืองสำคัญ 

Istanbul (9.2 ล้านคน), Ankara (3.7 ล้านคน), Izmir (3.2 ล้านคน), 
Adana (1.7 ล้านคน), Bursa (1.9 ล้านคน) 

สกุลเงิน 

ลิร่า (Lira - TRL) อัตราแลกเปลี่ยนธนาคารกลางตุรกี วันที่ 12 ตุลาคม 2547 

1 ดอลลาร์สหรัฐ = 1,521,500 ลีร่า


เทศกาลสำคัญ

มกราคม          เทศกาลชนอูฐ หมู้บ้านในเซลจุด ใกล้เอเฟส และอิสมีร์
เมษายน          เทศกาลภายนตร์นานาชาติอิสตันบูล   
                     เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเมืองเอเฟซุส
                     เทศกาลทิวลิป ชานกรุงอิสตันบูล
                     เทศกาลนกหายชนิดหนึ่ง (Birecik kelaynak fesitval)
พฤษภาคม       เทศกาลศิลปะนานาที่อังการา
                     เทศกาลดนตรีและขนบธรรมเนียบพื้นบ้าน
                     เทศกาลเรือยอชต์นานาชาติที่มาร์มาริส
มิถุนายน          เทศกาลศิลปะและวัฒธรรมที่อิสตันบูล
                     เทศกาลดนตรีและศิลปะที่มาร์มาริส
                     เทศกาลเมืองแพร์กามุม
                     เทศกาลศิลปะเมืองคัปปาโตเจีย
กรกฎาคม        เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมพื้นบ้านที่บูร์ซา
                     เทศกาลระบำพื้นบ้านนานาบ้าน
                     เทศกาลกระเบื้องเซรามิก
                     การฉลองนัสเรดดิน โฮจา (Nasreddin hoca celebartions)
สิงหาคม          เทศกาลเมืองทรอย
                     เทศกาลส่งเสริมการท่องเที่ยวและหัตถกรรม
                     เทศกาลกีฬาทางน้ำ ดนตรีและการละเล่มพื้นบ้าน ที่โฟจา
กันยายน         เทศกาลนานาชาติที่อิสมีย์
                     เทศกาลเก็บเกี่ยวองุ่นนานาชาติ
ตุลาคม           เทศกาลศิลปะและภาพยนต์ผลส้มทองคำ (Golden orange)
                    ให้รางวัลหนังตุรกียอดเยี่ยม
พฤศจิกายน     วันที่10 เป็นวันถึงแก่อสัญกรรมของอตาเติร์ก
                     ไม่ใช่วันหยุดแต่มีการไว้อาลัย
ธันวายน          เทศกาลเซนต์นิโคลัส มีการฉลองในโบสถ์เซนต์นิโคลัส
                   (เซนต์นิโคลัสเป็นซานตาคลอสตัวจริง) ที่เดมเรใกล้ อันตาเลีย
อาหารการกินของตุรกี
อาหารตุรกี ส่วนประกอบด้วย ผักสด เนื้อวัว เนื้อแกะ  อาหารทะเล แป้ง 
ขอแนะนำอาหารตุรกีมีดังนี้
    ชิช เคิฟเด    เคิฟเต  แปลว่า เนื้อปั้น ชิช เคิฟเด มีส่วนผสมของเนื้อวัว
หัวหอม ขนมปังบด ไข่ เกลือ และพริกไทย เสียบไม้แล้วทอด
   ดอนแนร์  เคบับ   เคบับ แปลว่าปั้งหรือย่าง  ดอนแนร์ เคบับ เป็นเนื้อแกะ
และกับเนื้อวัวแล่เป้นชิ้นบาง แล้วนำมาเสียบทับกันจนเป็นก้อนสูง
ด้วยไม้หรือเหล็ก มักโชว์อยู่หน้าร้านโดยมีเตาให้ความร้อนด้านหนึ่ง
ไม้ที่เลียบจะหมุนตลอดเวลาเพื่อให้เนื้อสุกเท่ากันทุกด้าน
   ดอล์มา   เป็นอาหารยัดไส้ มีสองชนิด คือร้อนกับเย็น โดย
ของร้อนเป็นอาหารหลัก ส่วนของเย็นเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย ไส้ของร้อน
เป็นส่วนผสมของเนื้อวัวบด หัวหอมหั่นละเอียด ข้าว เกลือ และหรือพริก
ไทยบรรจุเป็นไส้ในมะเขือเทศ พริกหยวก มะเขือยาวหรือใบองุ่น
ส่วนไส้ของเย็นเป็นข้าว ลูกสน องุ่นจิ๋ว สะระแหน่แห้งบดแล้วผัด
ในน้ำมันมะกอก บรรจุเป็นไส้ไส่ในพริกหยวก ใบองุ่น ใบคะน้าหรือใบกะหล่ำปลี
ราคื่อ  เหล้าองุ่นประจำชาติ เนื้อสุราใสแจ๋ว เวลาดื่มจะผสมน้ำเท่าหนึ่งเมื่อ
ผสมน้ำแล้วเหล้าจะขุ่น

สินค้าขึ้นชื่อของตุรกี  
 
พรม   ซึ่งมีสองแบบตามลักษณะความยาวของเส้นใยที่ใช้ทอ คือ
ฮาลื่อและคิลิม ฮาลื่อเป็นพรมแบบทั่วไปที่เห็นกัน วัสดุที่ใช้ทอมีทั้งขนสัตว์
ฝ้าย ไหม เมื่อผูกปมแล้วจะตัดเส้นใยออก ด้านหนึ่งจึงปุยขึ้นเป็นลายตาม
ที่ช่างต้องการ  ส่วนคิลิมใช้วัสดุเหมือนกัน แต่ทอโดยไม่ตัดด้าย
พรมจึงมีลายเหมือนกันสองด้านราคาของคิลิมมักย่อมเยากว่า
พรมราคาแพงมักทอด้วยขนสัตว์หรือไหม พรมที่มีชื่อเสียง
มาจากเมืองเฮเรเค (HEREKE)  

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

POSEIDON

POSEIDON



 

     เทพโปเซดอนได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพเจ้าสมุทรหรือท้องทะเล โดยคำว่า " สมุทร " หรือ " ทะเล " ใน ภาษากรีกโบราณนั้นหมายเอาทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนเป็นสำคัญ เนื่องจากชาวกรีกในสมัยโน้น มีถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน เป็นส่วนมาก เทพแห่งทะเลจึงมีความสำคัญกับชาวกรีกเป็นธรรมดา
     ในกาลก่อนครั้งที่เหล่าเทพไทแทนยังมีอำนาจอยู่นั้น ห้วงมหรรณพทั้งหลายต่างอยู่ในความปกครองของ โอเชียนัส (Oceanus) ครั้นเมื่อเหล่าเทพไทแทนพ่ายแพ้แก่ ซูส แลัว ซูสก็ได้แบ่งการปกครอง ทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยนโดยเด็ดขาด ส่วนโอเชียนัสถูกลด อำนาจให้ได้ครองเพียงห้วงน้ำใหญ่ที่ไหลวนรอบโลก ซึ่งถื่อว่าไม่มีความสำคัญอะไรเลยสำหรับชาวกรีกสมัยนั้น นอกจากนี้ ทะเลยูซินีซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ทะเลดำ ก็อยู่ในความปกครองของโปเซดอนเช่นกัน
 
อำนาจของเทพโปเซดอน ส่วนใหญ่คือสามารถควบคุมพายุและความสงบในท้องทะเลได้โดยเด็ดขาด ยามเมื่อ ทรงรถทองคำเหนือน่านน้ำ คลื่นลมทะเลสงบเงียบเรียบลื่นไปตามล้อรถของเธอโดยตลอด ( ในบางตำนานกล่าวว่า เวลาที่ เสด็จขึ้นจากประสาทใค้ทะเล ทะเลจะแหวกออกเป็นช่อง มีเสียงดังสนั่นลั่นโครมครืนนำมาก่อน แล้วราชรถทรงทองคำ เทียมด้วยม้าฝีเท้าเยี่ยมตัวใหญ่มหึมาก็ค่อย ๆ โผล่ขึ้นจากช่องน้ำแยกอย่างสง่างาม ) 
มีอาวุธที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ ประจำตัวเลยก็คือ " ตรีศูล " เมื่อใดที่ต้องการ " เขย่า " โลก ก็เพียงแต่กวัดแกว่งตรีศูลเท่านั้น ทะเลก็ปั่นป่วนเป็นบ้า เป็นเหตุให้โลกสั่นสะเทือนด้วยเหตุนี้เธอจึงได้รับสมญานามว่า " ผู้เขย่าโลก " ( Earthshaker ) ด้วย นั่นเอง
ถ้าจะกล่าวถึงอำนาจของโปเซดอนซึ่งปกครองดูแลน่านน้ำทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็น ทะเลลึก ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร ละหานห้วย หรือแม้แต่เทพและนางอัปสรประจำน่านน้ำทั้งปวง ยังมีประสาทงดงามตระการตาอยู่ใต้ท้องทะเล เอเยี่ยน นอกจากที่ประทับสวรรค์ชั้นโอลิมปัสแล้ว ดังจะเห็นว่านอกจากซูสเทพบดีแล้ว ไม่มีเทพองค์ใดที่มีอำนาจเกรียง ไกรไปกว่าท้าวเธอเลยที่เห็นก็มีเพียง ฮาเดส เทพครองนรก จ้าวแดนบาดาล ซึ่งทำให้ท้าวเธอถึงกับเคยคิดครองความ เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวโดยร่วมมือกับ เทวีฮีร่า และ เทวีเอเธน่า พยายามโค่นเทพปริณายกซูสแต่ไม่สำเร็จ จึงถูกซูสลง ทัณฑ์เนรเทศโปเซดอนให้มาทำงานตรากตรำลำบากบนโลกมนุษย์ในเมืองทรอยโดยต้องสร้างกำแพงกรุง ทรอยให้ท้าว เลือมมิดอน (Laomedon) กษัตริย์ในขณะนั้น

ท้าวเลือมมิดอนได้สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนอย่างงดงามหลังจากที่ได้สร้างกำแพงเสร็จ ถึงแม้ว่างานดังกล่าว เป็นงานที่ยาก แต่หากด้วยในระหว่างนั้นเทพ อพอลโล (Apollo) ซึ่งถูกเนรเทศลงมาจากสวรรค์เช่นกัน แต่โดย สาเหตุต่างกัน อาสาช่วยโปเซดอนสร้างกำแพงอีกแรงด้วย โดยดีดพิณให้หินเคลื่อนไปตามอำนาจของกระแสเสียงอันไพเราะ ทำให้ทุ่นแรงไปมาก งานจึงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยและรวดเร็ว แต่ทว่าท้าวเลือมมิดอนเป็นกษัตริย์ละโมบและคิดโกง กลับบิดพลิ้วสัญญา ทำให้โปเซดอนคิด พยาบาท จึงเนรมิตสัตว์ร้ายดังอสุรกายขึ้นจากทะเล เที่ยวไล่กินผู้คนชาวเมืองไปเป็น จำนวนมาก ชาวเมืองจึงตัดสินใจนำสาวพรหมจารีรูปงามพลีให้แก่สัตว์ร้าย โดยผูกไว้กับ โขดหินริมทะเล ตามคำแนะนำของ เจ้าพิธีผู้เข้าทรงในเมือง ปรากฏว่า สัตว์ร้ายดังกล่าวเมื่อกินหญิงสาวแล้วลงทะเลหายไป แต่มันหายไปเพียงปีเดียว ทำให้ชาวเมืองต้องทำ การพลีหญิงสาวทุกๆปี
ปีแล้วปีเล่าสัตว์ร้ายเฝ้าแต่เวียนมาตามกำหนดคำรบปีและทุกๆปีที่มันขึ้นมาก็จำต้องอุทิศสาวพรหมจารีพลีให้เสมอ จน ในที่สุดชาวเมืองก็เห็นชอบพร้อมกันเลือกลูกสาวท้าวเลือมมิดอนเองชื่อว่า ฮีไซโอนี (Hesione) เพื่อพลีให้กับสัตว์ร้าย ฝ่ายท้าวเลือมมิดอนเองแม้จะไม่อยาก แต่ก็ขัดขวางชาวเมืองไม่ได้ จึงพยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยลูกสาวของตน สุดท้ายจึงได้ แต่ป่าวประกาศหาชายห้าวหาญที่สามารถฆ่า สัตว์ร้ายได้ โดยสัญญาว่าจะประทานรางวัลให้อย่างงดงาม
ในขณะนั้นเองเฮอร์คิวลิส (Hercules)ผ่านมาได้ยินข่าว จึงอาสาฆ่าสัตว์ร้ายและช่วยนางฮีไซโอนีได้พอดี เมื่องานสำเร็จท้าวเลือมมิดอนยังไม่ทิ้งนิสัย เดิม กลับเพิกเฉยต่อสัญญาที่ไห้ไว้กับเฮอร์คิวลิส เป็นเหตุให้เฮอร์คิวลิสผูกใจเจ็บ แต่เนื่องด้วยเฮอร์คิวลิสยังมีธุระอื่นที่ต้องทำ ครั้นเสร็จธุระดังกล่าวเฮอร์คิวลิสก็ได้รวบรวม สมัครพรรคพวกจำนวนหนึ่งยกเข้าล้อมกรุงทรอยและตีหักเข้าในเมืองได้ จากนั้นก็ได้จับท้าวเธอฆ่าเสีย ส่วนนางฮีไซโอนีนั้นได้ยกให้ เทลมอน (Telamon) สหายที่ ร่วมกันตีเมืองทรอยครั้งนี้
- คำมั่นสัญญาที่ท้างเลือมมิดอนประทานแก่เฮอร์คิวลิสนั้นคือ ถ้าเฮอร์คิวลิสฆ่าสัตว์ร้ายสำเร็จ จะประทาน ม้า งามๆ ฝีเท้าดีให้จำนวนหนึ่งตามที่เฮอร์คิวลิสประสงค์ ซึ่ง เมื่อเฮอร์คิวลิสทวงรางวัล พระเชษฐาของนางฮีไซโอนีชื่อ โพดาร์ซีส (Podarces) ได้ทูลแนะนำให้ท้าวเธอให้ปฏิบัติตามสัญญา ดังนั้นเมื่อเฮอร์คิวลิสตีเมืองทรอยแตก จึงไม่ได้ประหารโพดาร์ซึส เพียงแค่จับไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ ซึ่งต่อมาชาวกรุงทรอยก็ได้ไถ่ถอนเอากลับคืนไปสถาปนาเป็นกษัตริย์ ทรงนามว่า เพรียม (Priam) ต่อไป
    ส่วนสัญญาที่ท้าวเลือมมิดอนละเมิดกับเทพโปเซดอนคือคำบนว่าจะถวายลูกโคกระบือท้องแรกทั้งหมดเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ณ แท่นบูชา ซึ่งการที่ท้าว เลือมมิดอนไม่แก้บนตามสัญญา ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายดังกล่าวยังเป็นเหตุทำให้ศึกครั้งสำคัญกรุงทรอยกับกรีก โปเซดอนดำรงในฐานะอริกับกรุงทรอยนั่นเอง
    เทพโปเซดอนมีมเหสีนามว่า อัมฟิตริตี (Amphitrite) เป็นธิดาของเทพแห่งธารเนเรอุส ในตอนแรก ที่เทพโปเซดอนขอวิวาห์กับนางนั้น อัมฟิตริตีไม่ยินดีด้วย นางหนีไปหลบซ่อนอยู่ที่อื่น ท้าวเธอจึงใช้ให้ปลาโลมาไปค้น หา จนกระทั่งพบและนำมาถวายพระองค์ อัมฟิตริตีจึงได้เป็นจอมเทวีแห่งมหาสมุทรเคียงคู่สวามี มีโอรสด้วยกันคือ ไทรตัน
โปเซดอนออกจะโชคดีกว่าซูสเทพบดีตรงที่มีมเหสีสงบเสงี่ยมมากกว่า เทวีอัมฟิตริตีปล่อยให้สวามีเจ้าชู้กับ สาวเจ้าอื่นได้โดยไม่หึงหวง ยกเว้นรายเดียวเท่านั้นคือรายของนางซิลลา (Seylla) ซึ่งเคยเป็นนางไม้สวยงามมาก ท้าวเธอหลงหัวปักหัวปำจนอัมฟิตริตีเทวีทนไม่ได้ จึงแอบลอบนำยาพิษไปโรยในสระน้ำที่นางซิลลาลงอาบประจำ ทำให้ นางกลายร่างจากสาวงามเป็นนางอสูรร้ายที่น่าสะพรึงกลัวไปทันที นับว่าเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่อัมฟิตริตีเทวี กระทำรุนแรงกับชายาของสวามี
     ในรูปร่างของม้าอีกเช่นกันที่เทพจ้าวสมุทรแอบไปพิสมัยกับนางอัปสรบริวารของเทวีเอเธน่า นางนั้นคือ เมดูซ่า (Medusa) ในตำนานตอนนี้กล่าวไว้ว่า นางเป็นนางอัปสรที่สวยงามยิ่ง แต่เพราะไปหลงใหลใฝ่ฝันเทพโปเซดอนเข้า เทวีเอเธน่าจึงพิโรธโกรธเกรียว สาปให้นางมีผมเป็นงูไปทันที และทำให้นางน่าขวัญหนีดีฝ่อจน ผู้ใดเห็นเข้าจะกลายร่างเป็นหินแข็งชาไปหมด แต่เพราะการได้ร่วมอภิรมย์กับโปเซดอนในรูปร่างของม้า เมื่อวีรบุรุษเปอร์ซีอุสตัดศีรษะนางขาดออกนั้น เลือดที่กระเซ็นออก มากลายเป็นม้าวิเศษ 2 ตัว ตัวหนึ่งคือ คริสซาออร์(Chrysaor) และอีกตัวคือ เปกาซัส (Pegasus) นั่นเอง


วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

POST MODERN


        คำว่าหลังสมัยใหม่ (Postmodern) เป็นแนวร่วมที่ครอบคลุมการปฏิเสธวิธีคิดของ ยุคสมัยใหม่ (Modern) คำนี้ปรากฏอยู่ในหลายสาขาวิชา ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม สถาปัตยกรรม การออกแบบ และทัศนศิลป์ รวมไปถึงการพยายามอธิบายสังคมร่วมสมัยด้วยวิธีคิดแบบหลังสมัยใหม่ ด้วย คำว่าหลังสมัยใหม่ (Postmodern)

  


   POSTMODERN ??





                      เจงค์สบรรยายว่าลัทธิหลังสมัยใหม่ เป็นรูปแบบผสม มีสาระเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องของความทรงจำ เนื้อหาในท้องถิ่น และการใช้อุปมา มีความกำกวม เพื่อเข้าใจวัฒนธรรมของมนุษย์ได้อย่างกว้างขวางขึ้น ยอมรับความแตกต่าง หลายหลาย และไร้ระเบียบ การจะเข้าในลัทธิหลังสมัยใหม่ นั้นไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ เพราะตัวปรัชญาเองมีความกำกวมไม่มีการตัดสินถูกผิด ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือการทำความเข้าใน ลัทธิหลังสมัยใหม่ คือความต้องเข้าใจยุคสมัยใหม่ อย่างถ่องแท้เสียก่อน

          ในทางศิลปะประเด็นสำคัญของศิลปะในยุคสมัยใหม่คือการเน้นในเรื่องของความเป็นต้นฉบับ (Originality) ซึ่งหมายความว่า ให้ความสำคัญเกี่ยวกับ"ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ที่เป็นของตนเองและไม่เหมือนใคร ประเด็นต่อมา ศิลปะในยุคสมัยใหม่ จะเน้นและให้ความสำคัญในผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นมาแล้วต้องมีเอกภาพ (Unity) งานศิลปะชิ้นใดก็ตามที่ทำออกมาแล้ว ขาดเอกภาพ ก็จะไม่ถือว่าเป็นผลงานศิลปะที่ดี ศิลปะในยุคสมัยใหม่ ได้มีการแบ่งแยกระหว่างศิลปะกระแสหลักและศิลปะกระแสรองออกจากกัน งานศิลปะซึ่งเป็นที่ยอมรับกันที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ หรือหอศิลป์ต่างๆ รวมทั้งผลงานศิลปะที่นักศึกษาทำกันขึ้นมา โดยร่ำเรียนกันมาจากสถาบันสอนศิลปะ เราจะจัดให้ศิลปะเหล่านี้อยู่ในกลุ่มของศิลปะกระแสหลัก (High Arts) ขณะเดียวกัน เราก็กันเอางานศิลปะที่ไม่ได้ผลิตขึ้นมาจากสถาบัน หรือผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะ รวมทั้งงานที่ไม่ได้ผลิตขึ้นมาจากกลุ่มผู้ทำงานในกระแสหลักว่าศิลปะกระแสรอง (Low Arts)


                         ในยุคสมัยใหม่ เป็นยุคซึ่งได้สืบทอดความคิดเรื่องผู้ชายเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงมาตามลำดับ แต่ในยุคหลังสมัยใหม่ ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ บอกว่าผู้หญิงก็มีสิทธิของพวกเธอเท่าเทียมกับผู้ชาย ผู้หญิงก็มีวาทกรรมของตนเอง ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ผู้ชายเป็นฝ่ายกำหนด โดยเฉพาะโครงสร้างทางสังคม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆที่ออกมา ผู้หญิงเป็นเบี้ยล่างมาโดยตลอด เช่น การใช้นามสกุลของผู้ชายหลังแต่งงาน กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องชู้สาวรวมไปถึงเรื่องของการจัดการด้านทรัพย์สิน และกระทั่งความไม่เท่าเทียมในเรื่องของการประกอบอาชีพและค่าแรง จะเห็นถึงความไม่เสมอภาคกันเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ในยุคสมัยใหม่ ยังให้ความสำคัญในเรื่องของความเจริญ และการพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยุคหลังสมัยใหม่ บอกว่าไม่จำเป็น เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำลายธรรมชาติ ทั้งความเป็นมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น การรณรงค์ต่างๆซึ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังสมัยใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนิเวศวิทยา เรื่องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เรื่องของสิทธิสตรี ล้วนเป็นความคิดที่ต่อต้านยุคสมัยใหม่

                         ชาร์ลส์ เจงค์ส สถาปนิกกล่าวว่า คำว่า “หลังสมัยใหม่” มันเริ่มต้นขึ้นมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ปี 1972 เวลา 15.32 นาที ที่เขาระบุลงไปอย่างนี้ก็เพราะ มันเป็นเวลาที่มีการระเบิดตึกสูงหลังหนึ่งในเซนต์หลุยส์ สหรัฐอเมริกา ตึกสูงดังกล่าวได้ถูกสร้างขึ้นมา โดยใช้หลักการของ Bauhaus (เบาเฮาส์) หรือหลักของสมัยใหม่โดยสถาปนิกในกลุ่มนี้ วัตถุประสงค์ของการสร้างตึกสูงหลังนี้ก็เพื่อจะให้มันมีประโยชน์ใช้สอยสูงสุด แต่สำหรับการใช้ชีวิตในตึกหลังนี้ มันค่อนข้างแย่ และคนที่อยู่ในตึกสูงหลังนั้นก็ทนอยู่ต่อไปไม่ไหว ดังนั้นจึงมีการระเบิดตึกหลังนี้ลง ซึ่งเขาถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุค หลังสมัยใหม่ สำหรับสถาปัตยกรรมในยุคหลังสมัยใหม่ นั้น ลักษณะเด่นก็คือ มีการประดับตกแต่งมากขึ้น แต่สำหรับในยุคสมัยใหม่ ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องของประโยชน์ใช้สอย ทุกอย่างต้องมีความลงตัวพอดี แต่ในยุคหลังสมัยใหม่ คุณสามารถที่จะตกแต่งมันได้ และมีลวดลายประดับมากขึ้น ซึ่งอันนี้เป็นลักษณะอันหนึ่งของหลังสมัยใหม่
    

                  ในโลกของศิลปะมีการเน้นเกี่ยวกับทฤษฎีค่อนข้างมากในยุคหลังสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่น การดูงานศิลปะในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่การอ่านศิลปะ เช่น เราสามารถอ่านศิลปะได้ตามหน้านิตยสาร หรือสูจิบัตรต่างๆ และมักจะเป็นเรื่องของทฤษฎีซึ่งค่อนข้างจะอ่านยาก ถ้าเราอ่านเกี่ยวกับศิลปะมันพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปดูผลงานศิลปะอีกแล้ว ทั้งหมดนี้ก็คือแนวโน้มที่เราจะเห็นในโลกของศิลปะปัจจุบันนี้ค่อนข้างมาก


             










Scream



"Some people say that postmodern means 'after modern' or that it is a reaction against modern art. Art critics and aficionados often use the term. But many people do not easily understand it, including artists who create in a postmodern fashion."